Mono Warriors TPBL 2019 พสุชา วีรกิจการ โมโน วอร์ริเออร์ส โมโน แวมไพร์

พสุชา วีรกิจการ : จาก ‘คนคุมเกม’ สู่ ‘คนคุมทัพนักรบอมตะ’

Home / Variety / พสุชา วีรกิจการ : จาก ‘คนคุมเกม’ สู่ ‘คนคุมทัพนักรบอมตะ’

ขณะที่ศึก ไทยแลนด์ โปรเฟสชั่นแนล บาสเกตบอล ลีก 2019 (TPBL 2019) เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายในฤดูกาลปกติ ทุกทีมต่างต้องการทำผลงานในสนามให้ออกมาดีที่สุดเพื่อต่อยอดไปยังรอบเพลย์ออฟ อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญไม่แพ้เหล่าผู้เล่นและทีมงานในสนาม คือตำแหน่งผู้จัดการทีม ซึ่งที่ต้องคอนโทรลผลงานทั้งในและนอกสนามให้ออกมาราบรื่นที่สุด

“ตี๋” พสุชา วีรกิจการ ผู้จัดการทีมหนุ่มจาก โมโน วอร์ริเออร์ส จะมาบอกเล่าถึงบทบาทจากที่ตัวเขาเป็นตัวคอนโทรลเกมในสนามสมัยที่เป็นผู้เล่น สู่การคอนโทรลภาพรวมของสโมสรว่ามันแตกต่างกันอย่างไร

 

จากคนเตะบอลสู่คนชู้ตบาส

เริ่มแรกเดิมที พสุชา สนใจในกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่จำความได้ แต่จุดหักเหที่ทำให้เขาเปลี่ยนมาเล่นกีฬาบาสเกตบอลเกิดขึ้นในสมัยที่ตัวเองเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา

“ตอนเด็กผมชอบเล่นฟุตบอล แต่ตอนที่เข้ามาเรียนมัธยมที่ โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ส่งแข่งบาสเป็นประจำ ที่นั่นไม่มีสนามฟุตบอล มีแต่สนามบาส ด้วยความที่เราชื่นชอบเล่นกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยลองเล่นมันสักตั้ง”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ พสุชา ก้าวขึ้นมาเล่นบาสเกตบอลในระดับถ้วย ค. , ถ้วย ข. , ถ้วย ก. และ TBL โดย เจ้าตี๋ ผ่านการเล่นให้กับ โมโน แวมไพร์ , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึงหลายๆ สโมสรในประเทศไทย รวมถึงเคยคว้าอันดับ 3 บาส 3×3 รายการมุสกัต อินเตอร์เนชั่นแนล บาสเกตบอล แชมเปี้ยนส์ชิพ ที่ประเทศโอมาน เมื่อปี 2015 อีกด้วย

………

 

พอยต์การ์ดสู่ผู้จัดการทีม

หลังจากโลดแล่นในสนามแข่งมาพักใหญ่ในตำแหน่ง พอยต์การ์ด ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นเหมือน “คนคุมจังหวะ” หรือ “แม่ทัพในสนาม” ให้กับทีม เฉกเช่น “เพลย์เมคเกอร์” ในวงการลูกหนัง ถึงคราวที่ พสุชา ต้องรับงานที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม!

จากการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมในสนาม คราวนี้ พสุชา ในบทบาทผู้จัดการทีมต้องประสานงานกับผู้บริหารทีม เฮดโค้ช ทีมงาน ผู้เล่น และทีมซัพพอร์ทต่างๆ นั่นเป็นเหมือนงานที่หนักหนาเอาการสำหรับผู้ชายคนนี้

“โอ้โห! ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือต้องลำบากแน่ๆ เพราะเราไม่เคยคุมทีมในภาพรวมมาก่อน และงานแรกของผมในบทบาทนี้คือการไปเป็นผู้จัดการทีมให้ ทิวไผ่งาม ซึ่งที่นั่นทีมงานล้วนมีอายุมากกว่าเราทั้งนั้น เราคิดไปต่างๆ นานา ว่าด้วยความที่อายุน้อยกว่าเราจะดูแลพวกเขาเหล่านั้นอย่างไร”

“ผมเริ่มจากการปรับตัวเอง ด้วยความที่พวกเขาเป็นผู้ใหญ่กว่า เราให้ความเคารพ, นอบน้อม และพูดคุย เพื่อให้เขารู้สึกว่าผมเป็นส่วนหนึ่งในทีมของพวกเขา”

“การเป็นผู้จัดการทีมมันต่างจากการเป็นผู้เล่นเยอะเลย จากที่เราโฟกัสแค่ในสนาม คราวนี้เราต้องดูแลทั้งทีมงาน, ผู้เล่น และทีมซัพพอร์ทในส่วนต่างๆ ซึ่งเราต้องจัดการทุกอย่างให้ออกมาลงตัวที่สุด แน่นอนทุกอย่างย่อมมีปัญหา ซึ่งหน้าที่ผมคือการจัดการปัญหานั้นให้เกิดน้อยที่สุด”

………

โอกาสที่มาพร้อมกับปัญหา

จากการเริ่มเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้จัดการทีม พสุชา เก็บเกี่ยวประสบการในหน้าที่ดังกล่าวผ่านการดูแลระบบในทีมของ โมโน ทิวไผ่งาม , แบล็กสกอร์เปี้ยนส์ ก่อนจะถูกดึงมานั่งแท่นผู้จัดการทีมให้กับ โมโน แวมไพร์ และ โมโน วอร์เออร์ส แทนที่ อภิโชค แซ่โค้ว ชายที่ดึงเขามาร่วมทีม ซึ่งเป็นเหมือนผู้เปิดประตูโอกาสให้กับเขาในการเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวในปัจจุบัน

“ต้องขอบคุณพี่โชค (อภิโชค แซ่โค้ว) ที่ดึงผมมาร่วมทีม ซึ่งตอนนั้นดึงเข้ามาในลักษณะนักกีฬาและทีมงาน”

“ผมมองว่ามันเป็นโอกาสนะ เมื่อโอกาสมันมาเราก็ลองทำมันดูและทำให้ดีที่สุด โชคดีที่ผมได้คุม โมโน ทิวไผ่งาม มาก่อน ทำให้สามารถนำประสบการณ์เลห่านั้นมาปรับใช้กับการคุมทั้ง โมโน แวมไพร์ และ โมโน วอร์ริเออร์ส แต่ทั้งนี้มันย่อมมีปัญหาใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเราก็พร้อมรับมือและพยายามแก้ไขให้ออกมาดีที่สุด”ฃ

“แน่นอนเคยมีความรู้สึกท้อนะ ทุกอาชีพย่อมต้องเจอกับสภาวะนี้อยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าจะรับมือกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร”

ปัจจุบัน พสุชา ทำหน้าที่จัดการอยู่ฉากหลังให้ โมโน วอร์ริเออร์ส ขับเคลื่อนผลงานบนสนามในศึก TPBL 2019 ที่กำลังดำเนินมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายในฤดูกาลปกติ ซึ่งรายการนี้ “นักรบอมตะ” เน้นผู้เล่นไทยเป็นหลัก เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เล่นในประเทศต่อยอดไปยังในระดับอาเซียนต่อไป

“สำหรับ TPBL ปีนี้ วอร์ริเออร์ส เน้นใช้ผู้เล่นไทยเป็นหลัก ซึ่งพวกเขาทำได้ดี เราต้องการให้พวกเขาลงสนามมากขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพและต่อยอดไปเล่ยในรายการ ABL ต่อไป”

“แน่นอนทุกทีมต่างต้องการเป็นแชมป์ TPBL ทั้งนั้น ซึ่งเป้าหมายแรกในเวลานี้คือเข้าไปเล่นในรอบชิงฯ ให้ได้ หากเราไปถึงจุดนั้นก็มีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์ไปครอง เช่นเดียวกับ ABL เราก็ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นแชมป์เหมือนทุกทีม ซึ่งระหว่างทางเราก็ต้องดูอีกทีว่าต้องทำอะไรเพื่อให้ให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้”

………

จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง

การที่ พสุชา เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลมาก่อน ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป วงการยัดห่วงไทยก็เติบโตขึ้นมากจากแต่ก่อนจนกลายเป็นกีฬาอาชีพในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ตัวเขาเป็นห่วงเหล่ารุ่นน้องที่จะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตยัดห่วงให้กับประเทศ นั่นคือ “ความเป็นมืออาชีพ” 

“แน่นอนเงินเข้ามาง่ายก็มีโอกาสออกไปง่ายเช่นกัน ในสมัยนี้เทคโนโลยีมันก้าวหน้าไปมาก ไม่เหมือนในสมัยผมที่สิ่งเหล่านี้ยังมีไม่มาก มันทำให้เราโฟกัสในบาสเกตบอลได้เต็มที่”

“ซึ่งผลตอบแทนในสัมยก่อนมันไม่มากเท่าสมัยนี้ ทำให้ผู้เล่นในยุคนั้นเล่นกีฬาชนิดนี้เพราะใจรักล้วนๆ ซึ่งในยุคนี้ทุกอย่างมันเติบโตไปทิศทางที่ดี ตัวนักกีฬาเองก็จะต้องเติบโตตามไปด้วยเช่นกัน” นี่คือสิ่งที่ พสุชา เป็นห่วงน้องๆ